4 พรรคชูแก้เหลื่อมล้ำหลังเป็นรัฐบาล

โรงแรมเซนทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ 7 ก.พ.-พรรคการเมืองใหญ่ชูนโยบายแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่รากหญ้า แก้ปัญหาทุนผูกขาด ทำการเมืองสะอาดบนเส้นทางประชาธิปไตย 

บางกองโพสต์ฟอรั่ม 2019 จัดเสวนาหัวข้อ อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง โดยมีแกนนำพรรคการเมืองมาให้มุมมอง เริ่มจากคำถามอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหลังการเลือกตั้ง หากพรรคได้เป็นรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นประเทศสงบสุข เป็นสังคมที่เกื้อกูล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทันในเวทีโลก เน้นกรอบนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่ขายฝัน ในพันธกิจ 3 ด้านที่ยึดโยงทั้งสวัสดิการประชารัฐ สังคมประชารัฐและเศรษฐกิจประชารัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมการเข้าถึงโอกาส ยกระดับความสามารถ เตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาคน เชื่อมโยงกับนโยบายหลัก777 เช่น  บัตรประชารัฐและสปก.4.0

“การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนำมาซึ่งความยากจนก่อน รวมถึงความเหลื่อมล้ำเรื่องการศึกษา สาธารณสุข ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะทำต่อทันที บัตรประชารัฐจะเพิ่มคน เพิ่มสิทธิให้ครอบคลุม ดูถึงสิทธิ สวัสดิการที่ภาครัฐควรมีให้ ทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ กลุ่มแรงงาน กลุ่มสตรีมีครรภ์จนถึงเด็กที่สุด เพราะสุดท้ายจะต้องพัฒนาคน เร่งแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้า และอีกเรื่องที่เป็นอันตรายทางเศรษฐกิจ คือภาระหนี้นอกระบบ ซึ่งพรรคจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง  พักหนี้ให้กองทุนหมู่บ้าน พร้อมมีมาตรการฟื้นฟู เติมกองทุนเข้าไป ภายใต้กองทุนประชารัฐ เพื่อให้ผู้ผลิตกลับมามีพลังใหม่ นอกจากนี้ยังเห็นว่าจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาเหมือนปิรามิด เพื่อให้ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยจะเดินหน้าร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ ด้วยการพัฒนาสนับสนุนร้านโชห่วย สร้างโครงข่ายพื้นฐานทำให้ร้านค้าชุมชนเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าในชุมชน ประเทศไทยต้องการการลงทุนชุดใหม่ เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่อการทดแทน วันนี้ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องทำงานกับภาคเอกชน ให้เกิดการลงทุนใหม่” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาต่อเนื่องมานาน ทั้งปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนจีดีพีภาคครัวเรือนลดลง พรรคเพื่อไทยจึงกำหนดยุทธศาสตร์ 6 ด้านที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้านต่าง ๆ อย่าง ไทยทำ ที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งผลิตภัณฑ์จากคนไทย ไทยทันสมัย เพื่อศักภาพทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชน แต่ต้องปรับปรุงกฎหมายบางฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและไทยเชื่อมไทย  

“นโยบายเศรษฐกิจว่าจะต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง มั่นใจ ต้องปรับปรุงการใช้เงินภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เงินลงไปถึงพื้นที่อย่างแท้จริง ทำโครงการที่เป็นเส้นเลือดฝอย กระจายสู่ท้องถิ่น จึงเสนอโครงการยุทธศาสตร์ไทยเชื่อมไทย เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ภูมิภาค จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน  ที่ผ่านมาภาครัฐเน้นจัดระเบียบ แต่กระทบกับคนระดับรากหญ้าทั้งหาบเร่ แผงลอย ประมง การเก็บภาษีคนขายของออนไลน์ ทำให้คนรากหญ้าได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลับไม่มีมาตรการรองรับ” นายชัชชาติ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวว่า วันนี้เรากำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนรอคอย ถ้าถามว่าเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนคาดหวังอะไร จะได้คำตอบว่าต้องการหลุดพ้นจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า ไม่ต้องการให้การเมืองกลับมาสู่ภาวะปัจจุบัน  ขณะเดียวกันพรรคได้ประเมินว่าปัจจุบันเราจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี กับดักรายได้ปานกลาง

“เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีปัญหาความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ทั้งรายได้ ความแตกต่างระหว่างภูมิภาค ความรู้สึกในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน และปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้คนขาดศรัทธากับการเมือง จากปัญหาดังกล่าวพรรคจึงกรองออกมาเป็นนโยบาย เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้กับประชาชน โดยสิ่งแรกคือโครงสร้างทางกฎหมายต้องเปลี่ยนให้ทันสมัย แก้ไขระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา เปลี่ยนแนวคิดในการออกกฎหมายใหม่  กระจายอำนาจไปถึงการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคจะฟื้นฟูการเจรจาการค้าการลงทุน ผลักดันการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งปีนี้ไทยจะเป็นประธานอาเซียน จะใช้ประเด็นนี้ในการพัฒนาภูมิภาค  โดยจะเจรจากับจีน 1 แถบ 1 อาเซียน  ขณะเดียวกันจะใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์ในการต่อรองธุรกิจกับต่างชาติ  เร่งแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและปัญหาความเหลื่อมล้ำ จะต้องสะสางอย่างเป็นระบบ โดยเสนอ 7 แนวทางแก้ปัญหา คือกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน ยึดตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาตัวชี้วัดใหม่ที่แสดงออกว่าคุณภาพชีวิตจริง ๆ คืออะไร ต้องจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น นโยบายที่ทำกิน โฉนดสีฟ้า กระจายแหล่งงน้ำ ให้ชุมชนบริหารจัดการท่องเที่ยวของตัวเองได้ รวมถึงขยายระบบสวัสดิการ เช่น เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน และต้องปรับโครงสร้างภาษี  ถึงเวลาแล้วที่คนมีกำลังจ่ายต้องจ่ายมากขึ้น และต้องขจัดการผูกขาดธุรกิจ

“ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้การเมืองที่ดี ที่สะอาด การเมืองสะอาดในระบอบประชาธิปไตย ต้องคลุกคลีกับประชาชน และสิ่งสำคัญรัฐบาลที่จะทำ จะต้องปลอดการทุจริตคอรัปชั่น เราต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ผมจึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคต้องการนำพาประเทศให้ตอบโจทย์ที่ท้าทายทั้งระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยหลังเลือกตั้งจะใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มที่ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง พัฒนาเศรษฐกิจจากรายได้น้อย มาสู่ระดับที่มีรายได้มากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ ซึ่งประเทศไทยเราเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางมาค่อนข้างนานแล้ว ประมาณ 20 ปี แต่ยังไม่สามารถก้าวไปเป็นประเทศรายได้สูงเหมือนเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือว่าไต้หวัน ที่นำหน้าเรามานานแล้ว ตอบโจทย์คนสูงวัย แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ ว่า สิ่งแรกที่จะแก้ปัญหาในระยะสั้น ต้องเริ่มด้วยการเพิ่มกำลังซื้อกลับคืนไปให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเริ่มจากเกษตรกร ที่ขายผลผลิตทางการเกษตรได้ต่ำกว่าอดีตถึงครึ่งหนึ่ง  พรรคจึงเสนอนโยบายประกัน ซึ่งเคยพิสูจน์แล้วว่าทำให้เกษตรกรดีขึ้น และไม่มีปัญหาการทุจริต ไม่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะขยายไปถึงผลผลิตทางการเกษตรอื่น เช่น ปาล์ม ยางพารา มะพร้าว รวมถึงอ้อย ซึ่งพรรคได้เตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตรเหล่านี้ไว้พร้อมแล้ว  และเมื่อจะช่วยคนจนก็ไม่ควรห้ามคนจนซื้อของคนจนอีกต่อไป 

“ต้องเลิกระบบการรูดบัตรในร้านชุมชน เพิ่มศักยภาพของแรงงานในภาคต่าง ๆ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งน้ำ มีระบบการจัดการหาบเร่ที่คนประกอบอาชีพได้ แต่ไม่เป็นปัญหาสังคม ผลักดันอาชีพใหม่ ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเศรษฐกิจเปิดเสรี จะต้องผลักดันให้เกิดการเจรจาและเพิ่มอำนาจการต่อรอง เพื่อไม่ให้ไทยถูกคุกคามทางการค้า”  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า นโยบายของพรรคการเมืองไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญต้องกลับมาดูว่าทำไมประเทศไทยถึงก้าวออกจากปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา นายกฯ 7 คน มีรัฐประหาร 2 ครั้ง มีการชุมนุมประท้วงทำให้เกิดการสูญเสีย  และยังมีโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม กลุ่มทุนผูกขาด ราชการรวมศูนย์ ให้อำนาจราชการมากจนเอื้อให้เกิดการใช้อำนาจในทางทุจริต จึงต้องการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ ยกเลิกการผูกขาด ขณะเดียวกันต้องทำการเมืองให้ดี เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เมื่อมีปัญหาจะได้กลับมาแก้ที่รัฐสภา ไม่ออกไปข้างถนน 

สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องทำควบคู่กับการเมืองไปพร้อมกัน ซึ่งภาคเกษตรเป็นภาคใหญ่ มีคนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้น การจะดำเนินโครงการอะไรต้องคำนึงถึงภาคการเกษตร ขณะเดียวกันต้องเตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมทำบัตรประชาชนใบเดียว single digital ID ต้องไม่เสียเวลากรอกแบบฟอร์มอีกต่อไป ลดเวลาการทำธุรกรรมกับภาครัฐ.